ริชาร์ด ดันน์ กับสถิติน่าอายที่ตัวเองไม่อยากได้

หากนับว่าการจะเป็นตำนานสักอย่างก็ต้องมีบางสิ่งที่เป็นเรื่องน่าจดจำนั้น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการใดก็ตาม แต่ทว่าสำหรับอดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างริชาร์ด ดันน์ที่แม้ว่าจะเคยอยู่ในทีมยุคที่เปลี่ยนผ่านก่อนไปสู่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก แม้ว่าเขาไม่เคยได้รับเกียรติก็ตามแต่เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรสี่ปีติดต่อกันก็มีสถิติที่ไม่น่ายินดีเท่าไหร่ทั้งการถูกไล่ออกจากสนามเป็นประจำและการทำเข้าประตูตัวเองอีกด้วย กองหลังจอมทำฟาวล์ สำหรับสถิติของริชาร์ด ดันน์ที่ลงสนามไปทั้งหมด 431 นัดในพรีเมียร์ลีกกับสโมสรต่าง ๆ ทั้งเอฟเวอร์ตัน แมนเชสเตอร์ซิตี้ แอสตัน วิลล่าและควีนส์ พาร์ค แรนเจอร์ทำให้เขาได้ทำสถิติทำฟาลว์คู่แข่งจนได้รับใบแดงไปมากถึง 8 ครั้งด้วยกัน แบ่งเป็นใบเหลืองที่สอง 4 ครั้งและใบแดงแบบเพียว ๆ อีก 4 ครั้งด้วย โดยถือเป็นสถิติสูงสุดร่วมกับปาทริค วิเอร่ากัปตันทีมในตำนานของอาร์เซน่อลและดันแคน เฟอร์กูสันกองหน้าจอมโขกประตูของเอฟเวอร์ตัน แต่ริชาร์จ ดันน์ถือว่าเป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังที่ถือครอบสถิตินี้แต่เพียงผู้เดียวจนทำให้เจ้าตัวถูกจดจำในฐานะผู้เล่นที่ดุดันตามสไตล์ฟุตบอลอังกฤษขนานแท้ แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นอันตรายที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีกก็ตาม แต่ที่จริงแล้วเขากลับถูกจดจำในสถิติน่าอายเสียยิ่งกว่าโดนใบแดงเสียอีก กองหลังจอมทำประตู…ตัวเอง คงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักเตะในเกมรับที่ต้องคอยป้องกันไม่ให้คู่แข่งทำประตูได้ แต่ทว่าสำหรับริชาร์ด ดันน์คงเป็นนักเตะผู้โชคร้ายในตำแหน่งนี้ เพราะเขามักจะพลาดท่าทำประตูตัวเองเสมอ โดยสถิติยิงเข้าประตูทั้งสิ้น 10 ประตูเกิดขึ้นตลอดที่เขาลงแข่งในอาชีพค้าแข้งของเขา แถมยังมากกว่าที่เขาเคยทำประตูให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ภายในช่วงเวลากว่า 296 นัดเสียอีก (7 ประตู) และน้อยกว่าจำนวนประตูที่เขาทำได้ตลอดอาชีพรวมทุกสโมสรที่เคยลงเล่นไปเพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น ซึ่งในบรรดา 10 ประตูที่ว่าก็มีประตูที่แฟน […]

กีฬามวยปล้ำกับคนไทย ความทรงจำวัยเด็กที่จางหาย

สโตน โคลด์ เดอะร็อค อันเดอร์เทคเกอร์หรือทริปเปิ้ล เอชคงเป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับคนในวัย 20 ขึ้นไปที่คงต้องเคยหรือคุ้นหูเหล่านักมวยปล้ำชื่อดังที่ปัจจุบันต่างแขวนรองเท้าลาสังเวียนกันไปหมดแล้ว ทั้งการเลียนแบบการเปิดตัว ท่าไม้ตายหรือการเล่นมวยปล้ำกับเพื่อน ๆ พี่น้องบนเตียงในบ้านยังคงเป็นอะไรที่สนุกเสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม ซึ่งหากเราย้อนเวลาไปดู สื่อและสินค้าเกี่ยวกับมวยปล้ำยังคงหาได้ง่ายตามท้องตลาดไม่ว่าจะถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ก็ตามจนถือว่ามวยปล้ำจัดว่าเป็นกีฬายอดนิยมของคนในยุค 90 และ 2000 เลยทีเดียว รายการมวยปล้ำที่มีตลอดสามเวลา ช่วงเวลาวันเสาร์อาทิตย์ต่างเป็นการพักผ่อนของเด็ก ๆ ที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่มาดูการ์ตูนในช่องฟรีทีวีจนกระทั่งช่วงเวลาสาย ๆ ที่ในช่องเคเบิ้ลทีวีชื่อดังจะมีรายการมวยปล้ำจากสมาคมดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูอีที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในรายการรอว์และสแมคดาวน์ ยังไม่รวมรายการพิเศษที่มักจะมีเดือนละครั้งที่จะยิงยาวต่อไปจนถึงบ่ายเลยทีเดียว นอกจากนี้ในช่วงเวลาหนึ่งในช่องโทรทัศน์ทั่วไปก็ยังมีรายการมวยปล้ำเล็ก ๆ มาแทรกบ้างหรือในช่องดิจิทัลทีวีรุ่นแรกที่ส่งรายการจากค่ายมวยปล้ำเล็ก ๆ อย่างทีเอ็นเอหรือสมาคมยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า นิวเจแปนโปรเรสลิ่งมาให้ชมในเวลาเย็นไปจนถึงช่วงดึกเลยทีเดียว  เรียกได้ว่ามีรายการมวยปล้ำให้ชมตลอดเวลาจนความนิยมของกีฬาชนิดนี้มีมากสุดขีดจนสมาคมระดับโลกมาจัดการปล้ำถึงสามครั้งด้วยกัน สินค้ามวยปล้ำที่ไปที่ไหนก็เจอ ในยุคปี 2000 เป็นช่วงเวลาที่เราไปเดินตามหาสินค้าเกี่ยวกับมวยปล้ำได้ตามท้องตลาดและห้างสรรพสินค้า โดยเราจะมีภาพจำถึงเสื้อมวยปล้ำตามตลาดนัดที่เราจะเห็นเด็กจนถึงผู้ใหญ่เดินใส่โชว์ด้วยความเท่ หรือจะเป็นสื่อวีซีดี ดีวีดีรายการมวยปล้ำพากย์ไทยที่มีมานานตั้งแต่ยังเป็นม้วนเทปวิดีโออยู่และหาได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อและร้านขายวิดีโอชั้นนำทั่วไป จนมาถึงของเล่นไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตามวยปล้ำ หรือเข็มขัดแชมป์ที่ขายในห้างสรรพสินค้าในยุคหนึ่งมีวางจำหน่ายแยกเป็นแผนกของตัวเองเลยทีเดียว หรือแม้แต่ในร้านของเล่นเล็ก ๆ ทีมักจะมีตุ๊กตามวยปล้ำในราคาย่อมเยาว์กว่าวางเรียงขายเป็นจำนวนมาก จนเด็กรุ่นนั้นนิยมไปเดินที่คลองถมถ้าหากต้องการของเล่นมวยปล้ำสักชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีของกิ๊ฟท์ช็อปเครื่องเขียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล่องดินสอ กล่องเหล็กใส่เงินหรือแม้แต่จิ๊กซอว์ โปสเตอร์ต่างก็มีวางขายให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้เช่นกัน น่าเสียดายที่เวลาผ่านไป ความนิยมก็น้อยลงไปเช่นกัน แม้ว่าในทางด้านสื่อมวยปล้ำจะรับชมง่ายขึ้นผ่านโลกออนไลน์ที่เชื่อมต่อโลกเข้าด้วยกัน หรือการสั่งซื้อของที่การส่งสินค้าข้ามประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ต่างหากที่ขาดหายไปในโลกปัจจุบัน การที่เดินไปตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้าที่ทุกคนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเจอสินค้าแบบไหน […]

คอนเนอร์ แมคเกรเกอร์ ตำนานยูเอฟซีที่แขวนนวมในวัย 32 ปี

พูดถึงกีฬาต่อสู้ที่ว่าตื่นเต้นที่สุด คงหนีไม่พ้นการต่อสู้กันแบบศิลปะป้องกันตัวที่ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าพวกเขาจะต้องห้ามใช้เท้าเตะหรือห้ามฟันศอกแบบที่มวยสากลมักจะเป็น แน่นอนว่าในสมาคมยักษ์ใหญ่ในวงการนี้ก็สร้างตำนานของตัวเองไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเคน แชมป์ร็อคหรือแรนดี้ คาร์ทัวร์ที่เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้ว ไปจนถึงนักมวยปล้ำที่เคยข้ามสังเวียนมาสู้แบบจริงจังอย่างบร็อค เลสเนอร์ที่สุดท้ายก็สามารถคว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทมาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ปัจจุบันนักมวยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของพวกเขาก็คืออดีตแชมป์โลกรุ่นไลท์เวทและเฟรเทอร์เวทชาวไอร์แลนด์อย่างคอนเนอร์ แมคเกรเกอร์นั่นเอง ซึ่งตลอดอาชีพที่ผ่านมาเขามีแมตช์ที่สร้างชื่อให้กับเขามากมายและความประพฤติของเจ้าตัวเองที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานของวงการอีกคน นักมวยเจ้าของฉายาผู้ฉ่าวโฉ่ ความห่ามของคอนเนอร์ แมคเกรเกอร์ไม่เป็นสองรองใครบนโลกนี้ ทั้งการสัมภาษณ์ก่อนต่อสู้ที่มักจะหาเรื่องเสมอ หรือแม้กระทั่งทำลายทรัพย์สินจากกรณีที่ทีมงานของเขาไปทุบรถบัสของเคบิบ นูร์มาโกเมดอฟจนเรื่องบานปลายขนาดที่ว่าหลังจากไฟท์ของแมคเกรเกอร์กับนูมาโกเมดอฟจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง แต่เรื่องยังไม่จบเพราะแชมป์คนใหม่ไม่พอใจทีมงานแมคเกรเกอร์ขนาดที่ต้องปีนกรงข้ามลงไปต่อยทีม ส่วนแมคเกรเกอร์ก็มีเรื่องกับทีมงานของคาบิบในกรงเช่นกันจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ซึ่งประธานสมาคมอย่างดาน่า ไวท์ยังต้องเอ่ยปากว่านี่คือเหตุการณ์ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูเอฟซี โดยทางคาบิบได้ออกมากล่าวหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดว่าเพราะคอนเนอร์พูดถึงเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไปจนเขารับไม่ได้และต้องสั่งสอนเจ้าตัวเสียบ้าง ส่วนแมคเกรเกอร์ก็ออกมาแก้ต่างว่าทั้งหมดที่เขาทำไปก็เพื่อธุรกิจ เพื่อให้การต่อสู้ของทั้งสองเข้มข้นขึ้นเท่านั้นเขาไม่ได้เกลียดคาบิบอย่างที่คนอื่นเข้าใจ แมตช์หยุดโลกที่ใครต่างก็พูดถึง ด้วยความที่คอนเนอร์ แมคเกรเกอร์เริ่มไปจนถึงจุดอิ่มตัวเพราะสามารถป้องกันแชมป์ได้เสมอ เขาเริ่มทำสงครามประสาทกับยอดนักมวยอีกคนอย่างฟลอยด์ เมเวทเธอร์ผู้ไม่เคยแพ้ใคร หลังจากที่ทั้งสองปะทะฝีปากกันมานานจนในที่สุดแมคเกรเกอร์ก็สามารถขอใบอนุญาตขึ้นชกมวยสากลได้สำเร็จและแมตช์หยุดโลกก็เกิดขึ้น หลังจากที่ฟรอยด์เคยปราบแมนนี่ ปาเกียวมาแล้ว ท้ายที่สุดฟรอยด์ก็ยังคงสามารถรักษาสถิติไร้พ่ายของตัวเองไว้ได้อีกครั้งด้วยทักษะเชิงมวยที่ดีกว่าและการยืนระยะที่ในโลกของแมคเกรเกอร์ต้องขึ้นชกมากสุดแค่เพียง 5 ยกเท่านั้น แต่ในด้านมวยสากลสมัครเล่นที่มีโอกาศขึ้นชกถึง 12 ยกทำให้นักมวยผู้ฉ่าวโฉ่ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุดด้วยการเสียเปรียบทั้งสองด้าน เอาจริง ๆ แล้วนักพนันมวยชั้นเซียนหลายคนก็ดูเกมนี้ออก ว่าจะจบแบบไหน ทำให้พวกเขาชนะเดิมพันกันเป็นแถว ๆ เพียงแค่สองสิ่งนี้ก็ทำให้คอนเนอร์ แมคเกรเกอร์กลายเป็นนักมวยระดับแม่เหล็กที่ดึงยอดผู้ชมได้ระดับหลายล้านคนทั่วโลก ก่อนที่ในยุคโควิด-19 ได้ระบาดขึ้นทำให้โอกาสที่จะขึ้นชกของนักมวยหลายคนแทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลของการเดินทางหรือทางการแพทย์นั่นเอง ทำให้เจ้าตัวประกาศของยุติอาชีพของเขาในวัย 32 ปีซึ่งถือว่าเป็นการเลิกชกที่เร็วมากหากเทียบกับคนอื่น ๆ ที่มักจะเลิกหลังจากอายุ 35 ไปแล้วมากกว่า […]

เออีดับเบิ้ลยู ค่ายมวยปล้ำน้องใหม่ที่มาแรงแซงทางโค้ง

สำหรับคอมวยปล้ำแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักสมาคมดับเบิ้ลยูดับเบิลยูอีที่ครองตลาดทั่วโลกมาเป็นระยะเวลานานกว่า 60 ปี และสร้างนักมวยปล้ำชื่อดังมากมายทั้งจอห์น ซีน่าและเดอะร็อคที่ทุกวันนี้สามารถโลดแล่นอยู่ในจอภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นในเฟรนไชน์หนังดังอย่างเดอะฟาสต์หรือทรานปอร์เมอร์ และบาติสต้าที่เป็นตัวละครเด่นในเรื่องเจมส์ บอนด์และมาร์เวลอย่างการ์เดี้ยนส์ ออฟ เดอะกาแลคซี่ แต่ในการโลกมวยปล้ำที่เหมือนจะถูกแช่แข็งมานานจนไม่มีการเติบโตเพราะตลาดมีการแข่งขันกันน้อยเกินไป ก็ได้เกิดคลื่นลูกใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนจากเงินสนับสนุนของเจ้าของทีมฟูแล่มและนักมวยปล้ำระดับชั้นนำที่อยู่ในวงการมวยปล้ำอิสระจนเกิดเป็นค่ายทางเลือกที่โดนใจแฟน ๆ ในปัจจุบันอย่างออล อีลีท เรสลิ่งหรือเออีดับเบิ้ลยูนั่นเอง ที่ทำให้สมาคมของตัวเองโดดเด่นจากการนำเสนอเนื้อเรื่องและการถ่ายทอดเรื่องราวบนเวทีที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการมวยปล้ำระดับโลกที่แฟน ๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน ลีลาบนเวทีที่สดใหม่ ถ้าหากมวยปล้ำของค่ายดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูอีสามารถให้ 6 คะแนนในทุกสัปดาห์ มวยปล้ำในค่ายเออีดับเบิ้ลยูน่าจะสามารถให้ได้ที่ 7.5 คะแนนเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งก็เพราะตารางการปล้ำของพวกเขาไม่ได้ถี่ตลอดปี ในจำนวนการปล้ำที่ค่ายน้องใหม่ขึ้นปล้ำเพียงแค่สัปดาห์ละครั้ง แต่ในค่ายของวินซ์ แมคแมนกลับต้องลงแข่งมากถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้น นักมวยปล้ำอาจจะไม่ได้พักเลยตลอดสัปดาห์เพราะการทัวร์ของสมาคมกระจายไปทั่วประเทศและยังออกไปปล้ำที่ต่างประเทศอีกด้วย จากเหตุผลนี้เองทำให้พวกเขาไม่สามารถรักษามาตรฐานในการปล้ำในระดับสูงได้เพราะต้องใช้เวลาและทักษะมากเกินไปจนอาจจะทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้นั่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามก็คือความซ้ำซากจำเจที่แฟนมวยปล้ำที่ติดตามมานานจะรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว จนการมาของเออีดับเบิลยูที่ใส่เกือบเต็มแรงเสมอบนเวทีจนพวกเขาสร้างชื่อเสียงมาได้ในระยะเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำหลังจากการก่อตั้งและไม่มีทีท่าจะเสียหลักเลย แม้เวลาจะผ่านไปก็ตาม เนื้อเรื่องที่จริงจังและเหมือนชีวิตจริงมากกว่า ในโลกมวยปล้ำที่ทุกคนคุ้นชินกับตัวละครที่เหนือจริงซึ่งมีทั้งเอาความเป็นความตายมาล้อเล่น หรือคนที่จะสามารถพลิกรถได้ด้วยสองน้ำมือของตัวเอง การถูกฝังดินทั้งเป็นต่างเป็นเรื่องราวที่แฟน ๆ จดจำได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้มุมมองของแฟนมวยปล้ำต่างออกไปเช่นกัน ขณะที่รายการรอว์ยังมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการแย่งชิงภรรยาของนักมวยปล้ำคนหนึ่ง แต่อีกค่ายกลับมามีเรื่องราวของสองนักมวยปล้ำชั้นนำที่ต้องการจะสู้กันเพื่อการเป็นแชมป์โลกของสมาคม หรือการต่อสู้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวของ เออีดับเบิลยูที่ต้องการทำร้ายร่างกายกันจนบาดเจ็บบริเวณดวงตา แต่ในค่ายดับเบิลยูดับเบิลยูอีกลับไปไกลกว่านั้นถึงขนานมีแมตช์ที่ต้องยุติลงหลังจากที่มีคนถูกควักดวงตาแล้วเท่านั้น (ซึ่งจบลงด้วยการใช้ลูกตาปลอมแทน) ทำให้แฟน ๆ เริ่มเลี่ยนกับมวยปล้ำที่ชมมาตลอดแล้วเปลี่ยนไปมองค่ายน้องใหม่ที่สดกว่า แม้ค่ายเออีดับเบิลยูจะมีจุดเริ่มต้นที่สวยงาม แต่ทว่ายอดผู้ชมในโทรทัศน์ยังถือว่าห่างกันอยู่มาก […]

ท่าดีใจสุดคลาสสิคของนักเตะพรีเมียร์ลีกในตำนาน

ฟุตบอลถือว่าเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้ความเข้าใจก็สามารถรับชมได้อย่างสนุสนาน เพราะกติกาหลักก็มีเพียงทำเกมอย่างไรก็ได้ให้ใครสักคนในทีมสามารถทำประตูใส่ฝั่งตรงข้ามให้ได้จำนวนที่มากกว่าก็จะกลายเป็นผู้ชนะไปในที่สุด แต่ทว่าด้วยจำนวนผู้เล่นในสนามถึงฝั่งละ 11 คนทำให้กว่าจะได้มาสักประตูภายในเวลา 90 นาทีกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมา จนทุกครั้งที่มีการทำประตูได้เราจึงจะเห็นการดีใจอย่างสุดเหวี่ยงของผู้เล่น ซึ่งท่าดีใจของหลายคนก็จะเป็นไปตามอารมณ์ของคนนั้น ๆ แต่สำหรับนักเตะบางคนจะมีท่าดีใจเฉพาะตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นท่าของอลัน เชียร์เรอร์ การตีลังกาของนักเตะมากมาย หรือการดีใจท่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่ถูกจดจำไปตลาดกาล ดีใจครั้งเดียวจดจำไปตลาดกาล ท่าดีใจสุดคลาสสิกหลายครั้งมักจะมาจากเหตุการณ์สำคัญ ๆ อย่างการโชว์เสื้อของมาริโอ บาโลเตลลี่ที่ถกเสื้อที่มีข้อความเขียนว่า “ทำไมต้องเป็นผม” หลังจากที่เจ้าตัวโดนสื่อมวลชนตามทำข่าวที่เกี่ยวกับพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาจนเสียชื่อเสียงตลอดเวลาแม้ว่าเขาจะแค่เล่นกับเพื่อนเท่านั้นเอง ในเกมที่เขาทำประตูให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เจอกับคู่แข่งร่วมเมืองอย่างแมนยู หรือการฉลองของเอริค คันโตน่ากองหน้าระดับตำนานของทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กระดกบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงามแล้วยืนท้าวเอวกันไปมองแฟน ๆ รอบสนามจนเป็นปรากฏการณ์ที่ใคร ๆ ก็อยากจะเท่แบบคันโตน่าบ้าง ส่วนการดีใจที่ถึงกับต้องถูกลงโทษในภายหลังก็มีเช่นกัน ดังกรณีของร็อบบี้ ฟาวเลอร์กองหน้าระดับพระเจ้าของลิเวอร์พูลในขณะนั้นที่ไปดีใจด้วยท่าพิสดารอย่างการทำท่าดมเส้นขอบสนามเสมือนว่ากำลังใช้สารเสพติดอยู่นั่นเอง เหตุผลที่เขาทำไปแบบนั้นก็เพราะมีการเต้าข่าวว่าเขาใช้สารเสพติดนั่นเอง ทำให้เขาต้องการทำท่าประชดนักข่าวทั้งหลายที่เขียนข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเขา แต่ทว่าทางสมาคมฟุตบอลไม่ตลกด้วย ถึงกับสั่งให้เขาห้ามลงเล่นถึง 4 นัดเลยทีเดียว ท่าดีใจของนักเตะระดับตำนาน อลัน เชียร์เรอร์ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษและสโมสรแบล็คเบิร์น โรเวอร์กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดถือเป็นนักเตะคนนึงที่มีท่าดีใจเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนจำและลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ ก็เพราะทุกครั้งที่เขาทำประตูได้เขามักจะวิ่งชูมือข้างหนึ่งเสมอ ซึ่งเจ้าตัวก็เคยให้สัมภาษณ์อย่างเรียบง่ายว่า เขาดีใจแบบนั้นเพราะจะได้ไม่ต้องคิดท่าอื่น ๆ […]

เมื่อไหร่แฟนกีฬาจะกลับเข้าสนามได้ในยุคโควิด-19

ในยุคที่โรคโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกได้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และแม้ว่าโรคนี้จะอันตรายกับผู้ที่มีโรคประจำตัวมากกว่าคนทั่วไปก็ตาม แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดที่ง่ายมากทำให้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมถูกบังคับใช้ขึ้นในที่ต่าง ๆ และสิ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดเลยในโลกกีฬาไม่ใช่การงดจัดการแข่งขัน แต่เป็นการส่งแข่งขันต่อไปได้โดยที่ไม่มีแฟน ๆ เข้าชมในสนามเพราะป้องกันไม่ให้โรคติดต่อนี้แพร่ออกไปและอาจจะส่งผลให้กีฬาไม่สามารถแข่งขันกันต่อได้อีก หากการแพร่ระบาดกระจายตัวไปทั่ววงการ แต่คำถามหรือจะจัดการอย่างไร สำหรับวงการกีฬาที่จะให้มีคนดูในสนาม ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะของแฟน ๆ หรือการตรวจหาเชื้อก่อนเข้าสนาม รวมถึงการส่งเล่นต่อไปทั้งที่ไม่มีแฟน ๆ ในสนาม บรรยากาศที่แสนจืดชืดในยุคโรคระบาด การไม่มีแฟน ๆ ในสนามถือว่าเป็นเรื่องที่เจ็บช้ำที่สุดของแฟนบอลเยอรมันเพราะพวกเขาถือเป็นแฟนบอลที่ใจรักสโมสรมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนมีการเรียกร้องให้เปิดสนามหรือการขอความร่วมมือจากสโมสรให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเชียร์ฟุตบอลในบ้านตัวเอง อย่ามีการรวมตัวกันเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง แต่การไร้โรคในสนามก็ตามมาด้วยคุณค่าบางอย่างของกีฬาขาดหายไป เพราะเสียงเชียร์ต่าง ๆ ที่คอยกระตุ้นผู้เล่นในสนามกลับไม่มีอีกแล้วในยุคโควิด ทำให้แฟนบอลที่ดูผ่านโทรทัศน์ต่างรู้สึกว่าบรรยากาศในสนามไม่สนุกเหมือนเดิม แม้ว่าในหลายสนามจะใช้วิธีเปิดเสียงเชียร์มาช่วยเพิ่มบรรยากาศก็ตาม แต่กีฬาที่แท้จริงหากขาดผู้ชมไป รสชาติของการแข่งขันกลับไม่น่าตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็น การกลับมาของแฟน ๆ พร้อมกฎบางอย่าง ข่าวดีสำหรับแฟนกีฬาก็คือทางประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงต้องรับมือกับโรคโควิด-19 อย่างหนักเพราะจำนวนผุ้ติดเชื้อยังไม่ลดลงจนเป็นที่น่าวางใจได้ แต่พวกเขาก็ประกาศให้แฟนกีฬาอย่างมวยปล้ำเข้าชมในสนามได้แล้ว โดนที่แฟน ๆ จะต้องนั่งเว้นที่กันมากกว่าสองเมตรขึ้นไปและต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งการข้อความร่วมมือในการพูดคุยในพื้นที่ปิดเพื่อที่จะลดการแพร่กระจายของสารคัดหลั่งได้นั่นเอง หรือจะเป็นข้อเสนอในประเทศต่าง ๆ ที่เรียกร้องให้เปิดสนามในจำนวนจำกัดตามระยะของการแพร่ระบาดในประเทศเช่น เปิดที่นั่งเพียง 1 ใน 4 ของสนามก่อน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นจึงจะสามารถเปิดสนามได้เป็น 50%, 75% และเปิดทั้งสนามตามลำดับ แต่ทว่ากฎนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เพราะหลายประเทศกลับมีการระบาดรอบที่สองเป็นส่วนใหญ่หลังจากการผ่อนคลายมาตรการจนผู้รับผิดชอบในวงการไม่กล้าที่จะเสี่ยงให้แฟน […]

เล่นบาสเกตบอลทำให้สูงขึ้น เรื่องจริงหรือความเชื่อผิด ๆ

กีฬาบาสเกตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของชาวอเมริกาที่เราได้เห็นตำนานอย่างไมเคิล จอร์แดนหรือโคบี้ ไบรอันที่ต่างก็โด่งดังจากกีฬาประเภทนี้ แต่หากมองไปในสนาม เรามักจะเห็นว่ากีฬานี้มีแต่ผู้เล่นตัวสูงทั้งนั้นและการหาคนที่สูงถึง 7 ฟุตกลับไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเทียบกับกีฬาชนิดอื่นที่คนตัวสูงเพียงแค่ 6 ฟุต 7 นิ้วอย่างปีเตอร์ เคร้าช์กองหน้าชาวอังกฤษก็เป็นที่จดจำในสนามแล้ว แล้วการเล่นบาสเกตบอลบ่อยจะทำให้คนตัวสูงขึ้นได้จริงหรือไม่ มีคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คนเข้าใจในกีฬาชนิดนี้และการเติบโตของมนุษย์ได้มากขึ้น บาสเกตบอลกีฬาของคนตัวสูง ด้วยความที่กีฬาบาสเกตบอลในอเมริกาหรือเอนบีเอ จะค่าเฉลี่ยความสูงของผู้เล่นที่ 2 เมตรพอดี ทำให้แฟน ๆ มีภาพจำว่าการเล่นกีฬาชนิดนี้อาจจะทำให้คนสูงขึ้น โดยการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้บอกว่าถ้าหากคุณยิ่งกระโดดบ่อยแค่ไหนก็ตาม สมองจะไปกระตุ้นฮอร์โมนการเจริญเติบโตของคุณและส่งผลให้ร่างกายผลิตสารที่ทำให้คุณเติบโตมากขึ้นไป แต่ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเล่นบาสเกตบอลแล้วจะตัวสูงถึง 2 เมตรทุกคน ส่วนหนึ่งก็เพราะยังมีเรื่องของอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างนึงที่ทำให้ร่างกายสามารถสูงขึ้นได้เช่นกัน ส่วนทำไมกีฬาบาสเกตบอลถึงมีแต่คนตัวสูงก็เพราะว่าความได้เปรียบทางสรีระนั่นเอง คนตัวสูงย่อมมีโอกาสคว้าบอลที่ลอยอยู่ได้ก่อนคนที่เตี้ยกว่าอยู่แล้ว และเพราะเหตุผลนี้เองทำให้เอนบีเอมีแต่คนตัวใหญ่และนักกีฬาเองก็พยายามใช้วิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองสูงขึ้นเพื่อโอกาสในการลงเล่นให้กับทีมชั้นนำด้วยนั่นเอง แล้วนักบาสเกตบอลทำอย่างไรบ้างถึงจะตัวสูง ในโลกปัจจุบันที่โลกวิทยาศาสตร์การกีฬาไปไกลมากขึ้นกว่าที่เคยและการดูแลนักกีฬาวัยรุ่นเป็นไปอย่างเข้มงวดทำให้การดูแลร่างกายให้กลายเป็นผู้เล่นที่เหมาะสมกับกีฬานั้น ๆ จึงกลายเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น อย่างการเป็นผู้เล่นตัวสูงในบาสเกตบอลอาจจะต้องดูแลร่างกายเช่นการนอนหลับพักผ่อน เพราะการนอนหลับที่ดีจะช่วยให้ฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตทำงานได้ดีขึ้น ต่อมาคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างในมื้ออาหารของเด็กควรจะมีโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก รวมไปถึงการทำงานของยีนส์ที่อาจจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมจากครอบครัวที่ทำให้นักกีฬาสักคนสูงขึ้น และอย่างสุดท้ายคือการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนดังที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเองว่ามีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงและทำให้ความสูงเพิ่มขึ้นได้ในที่สุด แม้จะไม่มีกฎตายตัวว่านักบาสเกตบอลที่ตัวสูงจะเป็นผู้เล่นที่ดีได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะนักบาสเกตบอลระดับตำนานอย่างเอ็ด แมคคอลีย์ที่มีความสูงถึง 2.03 เมตรก็มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นทักษะและวินัยน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าในการประสบความสำเร็จในกีฬาสักประเภทไม่ว่าร่างกายจะเป็นแบบใดก็ตาม

แกรี่ สปีดตำนานกองกลางของชาวเวลส์ที่ผู้คนยังจดจำ

อดีตกัปตันของทีมนิวคาสเซิลและโบลตัน วันเดอร์เรอร์ในยุคปลาย 90 ถึงกลางยุค 2000 แฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงไม่มีใครไม่รู้จักชายที่ชื่อว่า แกรี่ สปีดกองกลางสายพันธุ์ดุอีกคนที่มีฟอร์มการเล่นโดดเด่น แม้ว่าจะเล่นให้กับทีมระดับกลางก็ตาม เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่อยู่ในยุครุ่งเรืองของทีมสาลิกาดงที่สามารถไปแข่งรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกในช่วงปี 2001-2003 รวมถึงได้คุมทีมชาติบ้านเกิดอย่างเวลส์ ซึ่งเขาเป็นคนวางรากฐานจนทำให้ทีมมังกรแดงสามารถเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2016 แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียใจที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นทีมของเขาประสบความสำเร็จด้วยตาของตัวเองก็ตาม ตำนานในฐานะกองกลางจอมแกร่ง  แกรี่ สปีดแจ้งเกิดในพรีเมียร์ลีกกับทีมลีดส์ ยูไนเต็ดในช่วงรุ่งเรืองของทีมและเคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษด้วยในสมัยที่ยังไม่ได้ใช้ชื่อว่าพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะย้ายไปลงเล่นให้กับเอฟเวอร์ตันอยู่สองฤดูกาลจนมาสร้างตำนานอีกบทหนึ่งกับนิวคาสเซิล ซึ่งที่นี่เองที่ทำให้เขาได้เป็นเพื่อนกับกัปตันทีมอย่างอลัน เชียร์เรอร์ซึ่งต่อมาในอนาคตเขาจะได้ทำหน้าที่ผู้นำในสนามแทนหากกว่าเชียร์เรอร์ไม่สามารถลงฟาดแข้งได้ และได้โคจรกลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะนักวิจารณ์ฟุตบอลให้กับสถานีบีบีซี ก่อนที่สปีดจะย้ายทีมไปอยู่กับโบลตัน วันเดอร์เรอร์ในยุคที่ยังเล่นในลีกสูงสุดและจบอาชีพของตัวเองที่เซฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในลีคแชมป์เปี้ยนชิพในปี 2011 ซึ่งสไตล์การเล่นของเขาเป็นที่พูดถึงเพราะแตกต่างกับชื่อโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่ได้มีความโดดเด่นในเรื่องความเร็ว แต่เป็นคนนักเตะที่มีทักษะดีและสามารถทำประตูจากลูกกลางอากาศได้เสมอจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของเขา ตำนานผู้วางรากฐานให้กับเวลส์ หลังจากที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนจนทำให้เขาไม่ได้ลงเล่นให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในช่วงปลายอาชีพ ทำให้เขาได้เปลี่ยนเส้นทางมาสู่กับเป็นโค้ชและผู้จัดการทีม ก่อนที่ผลงานจะเข้าตาสมาคมฟุตบอลของเวลส์จนทำให้ทีมเชฟยูต้องยอมให้สปีดเจรจากับสมาคม แล้วย้ายไปคุมทีมชาติบ้านเกิดในที่สุด ก่อนที่เขาจะสามารถพลิกโฉมหน้าของทีมชาติมังกรแดงได้ เพราะเขาสามารถพาทีมทำคะแนนสูงขึ้นมากที่สุดจากการจัดอันดับของฟีฟ่าในปี 2011 แต่เป็นเรื่องเศร้าที่เขาต้องจบชีวิตลงเสียก่อนจะได้รับรางวัลนี้ด้วยตัวเอง ด้วยความกดดันในการเป็นผู้จัดการทีมได้ส่งผลกับตัวเขามากเกินกว่าคนรอบข้างจะสัมผัสได้ เพราะจากคำสัมภาษณ์ก่อนที่สปีดจะเสียชีวิต ทุกคนที่พบเจอเขาไม่รู้สึกเลยว่า เขาจะสามารถปิดชีวิตของตัวเองได้เลย เขายังคงไปทำงานที่บีบีซีและชมฟุตบอลกับอลัน เชียร์เรอร์ในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดอยู่ แต่จากคำบอกเล่าของภรรยาและเจ้าหน้าที่ได้บอกว่าเขาน่าจะมีอาการป่วยภายในจิตใจซึ่งน้อยคนจะรับรู้และทำให้เราต้องสูญเสียตำนานอีกคนไปก่อนเวลาอันควร แม้ว่าแกรี่ สปีดจะจากพวกเราไปแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เขาเหลือไว้ถือเป็นความยิ่งใหญ่สำหรับชาวเวลส์ เพราะสำหรับประเทศเล็ก ๆ ในเกาะอังกฤษแต่มีนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ลีกรวมถึงไปแข่งขันในฟุตบอลยุโรปถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจ […]

ต้นกำเนิดของปิงปองหรือเทนนิสบนโต๊ะที่ทั้งโลกรู้จัก

จับแบบไม้จีน ตบแบบหน้ามือหลังมือ ปิงปองถือว่าเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะในวัยมัธยมที่ตามโรงเรียนมักจะมีโต๊ะปิงปองให้เล่นเสมอ แต่ทว่าแล้วต้นกำเนิดของกีฬาชนิดมาจากไหนกัน หรือจะมาจากประเทศจีนตามที่เราเรียกการจับไม้แบบหนึ่งมาตลอด แล้วอะไรทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลกขนาดที่ถูกบรรจุในโอลิมปิกในปี 1988 กับการแข่งขันที่วิธีเล่นดูเหมือนง่ายแต่กลับทำให้ผู้เล่นเหงื่อตกไม่แพ้กีฬาอื่น ๆ บนโลกใบนี้เลยทีเดียว ต้นกำเนิดของปิงปอง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ากีฬาปิงปองน่าจะมาจากจีนเพราะท่าจับไม้จีนหรือความเก่งกาจของชนชาตินี้ในการแข่งขันต่าง ๆ แต่จากประวัติศาสตร์บ่งบอกว่าปิงปองมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษในช่วงปี 1880 ซึ่งเป็นยุควิคตอร์เรีย เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงในประเทศ ก่อนที่ต่อมาทหารจากอังกฤษจะเริ่มดัดแปลงด้วยการใช้หนังสือมาทำเป็นที่กั้นกลางโต๊ะ แล้วใช้หนังสืออีกเล่มตีลูกกอลฟ์โต้กันไปมา กระทั่งในปี 1901 จะมีการผลิกลูกปิงปองขึ้นมา ก่อนจะมีการขายลิขสิทธิ์ไปให้บริษัทพาร์คเกอร์บราเธอร์ จนบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็นเทเบิลเทนนิสซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกมากกว่า ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนโลกของปิงปองก็เกิดขึ้นในยุค 1950 ที่ไม้เทเบิลเทนนิสได้ถูกปิดด้วยแผ่นยางและมีฟองน้ำรองอยู่ด้านหลังจนทำให้ลูกสามารถหมุนและมีความเร็วเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งผิดจากวัตถุประสงค์เดิมที่ต้องการให้การแข่งขันช้าลงกว่าเดิม กระแสนิยมของปิงปอง สมาพันธ์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1921 ก่อนที่สมาพันธ์นานาชาติจะเกิดขึ้นต่อมาในอีกห้าปีถัดมา แม้ว่ากีฬาชนิดนี้จะเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยก็ตาม โดยมีวิธีการจับไม้เลียนแบบการจับมือซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศฝั่งตะวันตกที่มีการตีแบบหน้ามือและหลังมือ แต่สุดท้ายความนิยมก็ข้ามไปสู่ฝั่งประเทศจีนจนได้เมื่อมีผู้รู้ทางด้านประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่า กองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ชื่นชอบกีฬาชนิดนี้เอามาก ๆ จนมีการจับไม้แบบจับปากกาหรือไม้จีนที่รู้จักไปทั่วโลกและเป็นการจับไม้ที่นิยมที่สุดในโลกรวมถึงประเทศไทยเช่นกัน ก่อนที่ความนิยมจะไปถึงฝั่งโซเวียตที่เห็นถึงประโยชน์ต่อร่างกายจนทำให้ความนิยมของปิงปองในโลกนี้สูงขึ้น จนกระทั่งมาถึงปี 1988 ที่กีฬาเทเบิ้ลเทนนิสได้ถูกบรรจุในการแข่งขันโอลิมปิก และผู้นำเหรียญทองในการแข่งขันปีนั้นก็คือเจ้าภาพอย่างประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง แม้ว่ากีฬาปิงปองจะไม่ได้มาจากประเทศจีนก็ตาม แต่ความเก่งกาจของผู้เข้าแข่งขันในประเทศนี้ถือเป็นที่หนึ่งของโลกในปัจจุบันจากสถิติที่พวกเขาทำได้ทั้งหมด 52 เหรียญจากการแข่งขันทั้งหมด โดยแบ่งเป็นเหรียญทอง 28 เหรียญ เหรียญเงิน 17 เหรียญและทองแดง 8 […]

ตำนานของเขาทราย แชมป์โลกไร้พ่ายจนวันลาสังเวียน

กีฬามวยถือว่าเป็นของคู่กันกับคนไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีคนไทยที่ประสบความสำเร็จจากมวยไทยไปจนถึงมวยสากลมืออาชีพที่คนไทยเห็นจะนักมวยได้แชมป์หรือครองเหรียญทองจนชินตา แต่ตำนานในยุคแรก ๆ ของไทยคงหนีไม่พ้นเขาทราย กาแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกรุ่นซุปเปอร์ฟลายเวทหรือจูเนียร์แบนตัมเวท ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้งก่อนที่จะประกาศรีไทร์ไปทั้งที่ยังครองแชมป์อยู่โดยความนิยมของเขาทรายเป็นที่กล่าวขานกันว่าทำให้กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก กลับมีถนนที่โล่งเพียงเพราะทุกคนต่างต้องการไปรับชมเขาทรายชกมวยทางโทรทัศน์นั่นเอง เขาทรายเคยเป็นนักมวยไทยมาก่อนจนมาถึงวันที่พลิกผันมาขึ้นชกแบบมวยสากล จนถึงวันที่เป็นแชมป์โลกของสมาคมดับเบิ้ลยูบีเอและปราบผู้ท้าชิงได้ทั้ง 19 ไฟลท์จนเป็นที่จนจำไปทั่วเอเชียเลยทีเดียว จากมวยไทยสู่มวยสากลเพราะพลังหมัดซ้าย ชื่อจริงของเขาทรายคือสุระ แสนคำเป็นชาวเพชรบูรณ์ได้เข้าสู่วงการมวยไทยในช่วงยุค 1980 และพลังหมัดซ้ายของเขาเริ่มฉายแววตั้งแต่ช่วงนี้จนครูฝึกเริ่มเห็นแววว่าการยืนชกอย่างเดียวแบบมวยสากลอาชีพน่าจะเหมาะกับเจ้าตัวมากกว่าจนเปลี่ยนไปฝึกแบบมวยชกแทน สำหรับทักษะของเขาทรายถือว่าน้อยมากหากเทียบกับนักชกมวยสากลทั่วไป เพราะเขาไม่มีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีแบบฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ที่ใช้การหลบหลีกเพื่อทำคะแนน แต่เขาทรายกลับใช้วิธีการที่ง่ายกว่านั้นคือการเดินเข้าไปใส่ซึ่งหน้า แล้วยอมทนโดนชก ก่อนจะใช้มือขวาเพื่อวัดระยะแล้วหาโอกาสปล่อยหมัดซ้ายเข้าลำตัวจนคู่ต่อสู้ต่างต้องยอมแพ้กันหมดและเป็นที่มาของชื่อหมัดซ้ายทะลวงไว้ของเจ้าตัว จนเป็นที่เลื่องลือในแทบเอเชียว่าเขาคือไมค์ ไทสันฉบับประเทศไทยนั่นเอง แชมป์โลกผู้ไร้พ่าย ตลอดชีวิตการแข่งขันในกีฬามวยสากลเขาทรายได้รับความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นและนั่นคือการแพ้คะแนนต่อศักดิ์ดา ศักดิ์สุรีย์ แต่ต่อมาเขาทรายได้ขึ้นชกและเอาชนะได้ 18 ไฟท์รวดจนกลายเป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกรุ่นแบนตัมเวทของสมาคมดับเบิ้ลยูบีเอ และมีคิวต้องสู้กับจิโร่ วาตานาเบะ เจ้าของแชมป์ในขณะนั้นแต่เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถขึ้นชกได้ทำให้เขาทรายต้องไปขึ้นชกกับยูเซบิโอ เอสปินัลเพื่อแชมป์ที่ว่างและกลายเป็นเขาทรายที่ใช้หมัดน็อกเอสปินัลไปได้ในยกที่หกและเป็นการเริ่มต้นของการครองแชมป์โลกนานถึง 7 ปีของเขา โดยเอาชนะน็อคได้ถึง 16 ครั้งจาก 19 ครั้ง แต่เนื่องจากเจ้าตัวขึ้นชกแต่ในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นที่เขาเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น และในประเทศไทยที่ทุกครั้งมีคนดูเกิน 100,000 คนเสมอ แต่นั่นก็ทำให้เขาไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักในโลกตะวันออก  ไม่ว่าจะด้วยความนิยมสูงสุดหรือพลังชกที่น่าตื่นเต้นก็ตามที่ทำให้เขาทรายกลายเป็นตำนานในวงการมวยของโลก แต่สิ่งที่เขาทรายทิ้งไว้ในวงการก็มีทั้งการแจกของรางวัลเช่นสร้อยทองซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากเขา และกลายเป็นธรรมเนียมการขึ้นชกมวยจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเขาคือนักชกที่เป็นแรงบันดาลใจให้นักชกรุ่นหลังสามารถมีตำแหน่งในโลกโลกไม่ว่าจะเป็นนักชกรุ่นน้องอย่างสมรักษ์ […]